Lodger (Sehun x Luhan)

posted on 19 Apr 2014 22:02 by july-ninetyfour in Fiction directory Fiction
happy birthday 루한 
 
 
[SF] - Lodger ver.Luhan
[x] Lodger ver.Sehun
 
 
 

ฤดูร้อนวนกลับมาอีกครั้ง

 

ผมไม่ชอบปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ และชอบจะที่จะได้พบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ ฤดูร้อนนี้ผมจึงเลือกที่จะมาเรียนภาษาที่ประเทศเกาหลีแทนที่จะดั้นด้นไปทำงานข้ามทวีป ถึงแม้ว่าความทรงจำจากฤดูร้อนที่แล้วมันจะยังคงฝังแน่นมากแค่ไหนก็ตาม

และนั่นคงจะเป็นเหตุผลที่ผมมาเรียนภาษาที่นี่แหละมั้ง

 

ผมนั่งมองนาฬิกาเป็นรอบที่ห้าของวัน ในใจภาวนาให้บทเรียนของวันนี้จบเร็วๆ เพราะข้อความในโปรแกรมแชทที่ถูกส่งมาอย่างต่อเนื่องด้วยประโยคเดิมๆของhost brotherอย่างบยอนแบคฮยอนเรียกความสงสัยจากผมได้เป็นอย่างดี

เลิกเรียนแล้วโทรมานะ!!!

พี่ต้องเซอร์ไพรส์มากแน่ๆ!!!

สองอาทิตย์ที่ผมได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้นิสัยสมาชิกของคนในครอบครัวมามากพอสมควรอย่างนิสัยของแบคฮยอน  อาการตื่นเต้นเกินเหตุของเขาเป็นเรื่องปกติ เขาสามารถทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจได้แม้มันจะไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยก็ตาม

หลังจากที่ซอนแซงนิมปิดหนังสือลง ผมก็รีบคว้าโทรศัพท์ใต้โต๊ะออกมาเพื่อโทรหาแบคฮยอนตามที่เขาสั่งทันที เสียงปลายสายดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ

(มาเจอกันที่สนามบินอินชอนนะ เซอร์ไพรส์มากๆน้องชายผมกำลังจะกลับมา!!!)

และก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เขาพูดถึงน้องชายต่างมารดาของตนเอง แบคฮยอนเล่าให้ผมฟังว่าหลังจากที่แม่ของน้องชายเขาย้ายไปอยู่ที่อเมริกาได้ประมาณสามปี น้องชายของเขาก็ตามไปทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับพ่อสองคน แต่ถึงเขาจะเหงามากแค่ไหนทุกฤดูร้อนน้องชายก็จะกลับมาหา

แต่ก็มีฤดูร้อนปีที่ผ่านมานี่แหละที่ขาดการติดต่อ

สงสัยติดสาวอยู่ที่นู่นแหละมั้ง  แบคฮยอนมักจะเดาแบบนี้เสมอ

 

ใช้เวลาไม่นานผมก็มาถึงสนามบิน การมองหาแบคฮยอนไม่ใช่เรื่องยากหากคุณเคยชินกับเสียงดังระดับพูดออกไมค์โดยที่ไม่ได้ใช้ไมค์ของเขา และเมื่อผมมองเห็นก็รีบเดินตรงไปหาเขาทันที

“ ถึงแล้วๆๆๆ ” เขากอดผมแน่น

ผมหัวเราะกับความเป็นเด็กน้อยของเขา

พี่ชายยังเด็กขนาดนี้แล้วน้องชายจะเด็กขนาดไหนนะ

“ อ๊ะ นั่นไงๆๆ เซฮูนนนนน ทางนี้ฮยองอยู่นี่ เห็นฮยองไหมมมม ฮูนนนนนน ”

หืม ?

“ นายเรียกใครน่ะ ” ผมหันหน้าไปถามทันทีที่ได้ยินแบคฮยอนเรียกชื่อ

“ เซฮุนไง โอ-เซ-ฮุน ทางนี้ ” แบคฮยอนโบกไม้โบกมือโดยไม่ได้มีท่าทีที่จะสนใจคำถามของผมซักนิด

ดูเหมือนว่าน้องชายสุดที่รักของเขากำลังเดินมาทางนี้ และเมื่อผมหันหลังกลับไป

“ ไงพี่ ไม่เจอกันนานเลยนะ ”

ฤดูร้อนปีที่แล้วกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของผม

 

 

 

ผมไม่มีทางเลือกเมื่อห้องนอนที่คุณแม่บ้านจัดไว้ให้ดันเป็นห้องนอนของโอเซฮุน และเขาก็ไม่ยอมให้ผมย้ายออกไปนอนกับแบคฮยอน และผมก็ไม่มีข้ออ้างเมื่อแบคฮยอนเห็นดีเห็นงามด้วย โดยให้เหตุผลว่าเพราะผมเคยไปอยู่อเมริกาน่าจะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับโอเซฮุนได้ดีกว่าจะใช้ภาษาเกาหลีกับเขา

นี่ผมมาเพื่อเรียนภาษาเกาหลีนะ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

ไร้สาระที่สุด

ผมนั่งกรอกตาอยู่บนเตียงมองคนอารมณ์ดีจัดข้าวของของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง

“ ไปโรงเรียนบ้างหรือเปล่า ” ผมถาม

“ พี่ใจร้ายมากนะ ”

“ ฉันถาม ”

“ พี่ไปไม่ลาผมเลย ”

“ นี่! เซฮุน ” ผมเริ่มสียงดัง

เขารู้ว่าผมไม่ชอบให้ใครมาขัดใจ แต่ก็มี เขาคนเดียวที่กล้าขัดใจผม

“ ถ้าไม่อยากคุยฉันก็จะเลิกถามแล้วน... ”

“ ผมคิดถึงพี่นะ ”

แล้วก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่เมื่อเริ่มมีบทสนทนาระหว่างเราสองคน มันจะดำเนินไปได้ไม่นานก็ถูกความเงียบเข้าปกคลุม

 

ผมยังคงพยายามที่จะรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้เหมือนฤดูร้อนที่แล้ว ถึงรู้ว่าทำไปแล้วจะเปล่าประโยชน์ก็ตาม เขายังคงทำตัวเหมือนเดิม ทั้งการยอมตื่นแต่เช้าเพื่อเดินไปส่งผมที่โรงเรียนสอนภาษา(และเรายังคงจูบลากันเหมือนปีที่แล้ว) ยอมเสียเวลาสามสี่ชั่วโมงเพื่อรอผมเลิกเรียนและพาไปหาของกินอร่อยๆในเมือง ยอมฟังผมบ่นเมื่อเขาขอลงมานอนด้วยที่เตียงชั้นล่างทั้งๆที่รู้ว่าผมไม่ชอบ แต่สุดท้ายคนใจอ่อนก็ต้องกลายเป็นผมทุกที

เหมือนเปิดเพลย์ลิสท์เพลงเดิมซ้ำๆที่เรารู้ว่าเพลงต่อไปคืออะไร จังหวะของท่อนนี้จะเริ่มขึ้นตอนไหน ผมกลับมาใช้ชีวิตโดยมีโอเซฮุนเป็นส่วนหนึ่งอีกครั้งหลังจากฤดูร้อนปีที่แล้ว

ถ้านับจากวันที่เราได้กลับมาเจอกันจนวันนี้ก็เข้าสู่เดือนที่สามแล้ว

สามเดือนที่ผมเริ่มจะรู้สึกตัวว่าขาดเขาไม่ได้

 

เราหนีพ่อกับแบคฮยอนออกมาเที่ยวสวนสนุกกลางคืนด้วยกัน มือข้างขวาของผมกับมือข้างซ้ายของเขาจับกันไว้แน่นราวกับว่ากลัวใครอีกคนจะหายไป เราเดินตามทางเดินเงียบๆเหมือนทุกครั้ง

“ ผมมีเวลาอีกแค่เดือนเดียว ” เขาพูดขึ้นทำลายความเงียบ

ผมหยุดเดิน และหันไปมองหน้าเขา

“ เดือนเดียวที่จะตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่หรือกลับไปอยู่กับแม่ ”

ผมพยักหน้า

“ เดือนเดียวที่จะทำให้พี่รักผม และขอร้องให้พี่อยู่กับผม ”

ผมปล่อยมือข้างขวาที่จับมือข้างซ้ายของเขาเอาไว้ ก่อนจะเขย่งตัวขึ้นไปจูบเขาเหมือนที่ทำประจำหน้าโรงเรียน ไม่ใช่จูบที่หอมหวานเหมือนครั้งที่เราลากัน ไม่ได้อบอุ่นเหมือนทุกครั้งที่ผมเกิดอาการโฮมซิก และไม่ได้เป็นการให้คำตอบกับเขา

ผมจูบ เพราะผมอยากจูบ

สถานะของเราสองคนไม่เคยถูกระบุไว้ว่าอยู่ในระดับไหน พี่น้อง? เพื่อน? คนสนิท? หรือคนรัก? เมื่อไม่มีใครเคยถาม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดมันขึ้นมาให้วุ่นวาย แค่รู้ว่าพวกเขาเป็นอันดับหนึ่งของกันและกันแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

 

ยิ่งใกล้ถึงกำหนดวันที่ผมจะกลับสู่บ้านเกิด เขาก็ยิ่งทำตัวเป็นเด็กมากกว่าปกติ

เรายังคงใช้ชีวิตตามปกติ เพลย์ลิสท์เพลงเดิมยังคงเล่นวนซ้ำๆทุกวัน อาจมีเพลงเพิ่มเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้การดำเนินชีวิตในช่วงเวลาที่เหลือของผมโดนขัดหรือสะดุดไป ตรงกันข้าม เพลงที่เพิ่มเข้ามากลับสร้างความผูกพันและความประทับใจระหว่างผมกับเขามากขึ้น เราใช้เวลาด้วยกันบ่อยขึ้น เรากอดและจูบกันบ่อยขึ้น เขาทำให้ผมติดเขามากขึ้น

และเกิดช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ผมจะต้องเลือกระหว่างเขา และบ้านเกิด

“ ผมจะกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นี่ ” เขาบอก ในขณะที่เรากำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียงชั้นล่างของผม

“ อื้อ แล้วไงต่อ ”

“ พี่จำได้ไหม ที่ตอนนั้นผมบอกว่าผมมีเวลาแค่เดือนเดียวที่จะทำให้พี่รักผมและขอร้องให้พี่อยู่กับผม ”

“ ฉันรักนาย ”

“ แต่พี่คงไม่อยู่ต่อกับผมที่นี่ ”

“ ... ”

“ แต่ไม่เป็นไรนะ ผมเข้าใจ ”

“ เราอาจจะได้เจอกันทุกฤดูร้อน ” ผมบอก “ โอเซฮุน นายคือฤดูร้อนของฉันนะ นายทำให้ฤดูร้อนของฉันเปลี่ยนไป ฉันเคยเกลียดมันมากแค่ไหนตอนนี้มันกลับตรงกันข้าม ”

“ แค่ปีละสามสี่เดือนพี่ว่ามันไม่น้อยไปหน่อยเหรอ ”

เขาสวนกลับแทบจะทันที น้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจสวนทางกับประโยคก่อนหน้านี้ของเขามาก

แบบนี้เขาเรียกว่าไม่เข้าใจ

ผมมองไม่เห็นว่าจะมีทางไหนที่ทำให้เขาใจเย็นลง จึงเอามือไปดึงคอเสื้อเขาลงมา ผมคิดว่าจูบของเรารักษากันและกันได้ เราไม่เคยมีคำปลอบใจ ไม่เคยพูดให้กำลังใจ เราต่างใช้ภาษากายพูดแทนมากกว่าที่จะเอ่ยปากออกมาตรงๆ

ริมฝีปากของเรายังไม่ละออกจากกัน เขารุกล้ำเขามายังพื้นที่ส่วนตัวของผม แต่ผมก็ไม่ได้ขัดขืน เมื่อเด็กเอาแต่ใจต้องการอะไรแล้วเราก็ไม่ควรจะไปขัดขวาง

 

และเราก็ผ่านค่ำคืนที่ผมบอกรักเขาทั้งคืนไปด้วยกัน

 

 

เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ สามวันหลังจากปาร์ตี้เลี้ยงส่งจากพ่อและแบคฮยอนสิ้นสุดลง เขาก็มาช่วยผมจัดของกลับเหมือนครั้งที่อยู่อเมริกา เรายังคงดำเนินกิจกรรมต่างๆในความเงียบเหมือนทุกครั้ง

ผมนั่งมองเขาที่เงียบกว่าปกติจนน่าใจหาย

“ เซฮุน มีอะไรอยากคุยกับฉันหรือเปล่า ” ผมถาม

“ ผมแค่กลัวว่าพี่จะไปไม่ลาแบบครั้งก่อน ”

ผมหัวเราะ

“ ไม่เอาน่าเด็กน้อย บ้านเราก็ไม่ไกลกันหรอก ถ้าอยากเจอฉันมากก็บินไปหาสิ แค่โซลกับปักกิ่งแค่นี้เอง อเมริกาเกาหลีนายยังบินมาแล้วเลย ”

“ นี่เป็นประโยคแรกที่พี่พูดกับผมยาวขนาดนี้เลยนะ ”

“ จำได้ขนาดนั้น ? ”

“ อะไรที่เกี่ยวกับพี่ผมก็จำได้หมดแหละ ” เขายักไหล่ แล้วหันกลับไปจัดการกับกองเสื้อผ้าของผมต่อ

ผมเดินไปนั่งซ้อนหลังแล้วกอดเขาไว้ เขาชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือยังคงหยิบจับเสื้อผ้าลงกระเป๋าตัวแล้วตัวเล่า เราปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง

เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของเราทั้งคู่

“ พรุ่งนี้ตื่นไปส่งฉันด้วยล่ะ ” ผมบอก

 

 

เซฮุนขับรถมาส่งผมที่สนามบิน หลังจากใช้เวลาห้านาทีบอกลาพ่อและอีกเกือบชั่วโมงในการบอกลาแบคฮยอน ระหว่างทาง เซฮุนยังคงจำได้ว่าเพลงโปรดของผมคือเพลงอะไร และเขาก็เปิดเพลงนั้นซ้ำไปซ้ำมา บรรยากาศชวนให้นึกถึงวันที่เราไปบ้านพักติดทะเลของพ่อเลี้ยงเขา เราปล่อยให้เสียงเพลงดำเนินไปเรื่อยๆโดยไม่มีเสียงของใครขัดขึ้นมา

มือขวาของเขาจับมือซ้ายของผมไว้ตลอดทาง

 

“ จะไปแล้วนะ ” ผมบอก ในขณะที่เราทั้งคู่หยุดยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าเกท

“ อือ รีบไปเถอะก่อนที่ผมจะไม่ให้พี่กลับไป ”

ผมยิ้ม

“ ตอนนี้ฉันมองหน้านายได้แล้วแหละ ฉันจะคิดถึงนายทุกฤดูร้อนนะ ”

“ พี่ควรจะคิดถึงผมทุกวันมากกว่า ” เขากรอกตาด้วยความหงุดหงิด ท่าทางแบบนั้นถึงแม้จะดูน่าหมั่นไส้มากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นเขา ในสายตาของผมก็น่ารักเสมอ

เราจูบลากันเป็นครั้งสุดท้าย

 

 

 

ฤดูร้อนวนกลับมาอีกครั้ง

ผมกลับมายืนอยู่ที่สนามบินอินชอนอีกครั้ง

 

ทันทีที่ผมก้าวพ้นประตูเกทก็รับรู้ถึงแรงกอดจากด้านหลัง ไม่จำเป็นต้องถาม ไม่จำเป็นต้องหันไปมอง ผมก็รู้ได้ว่าเขาคือใคร

“ ผมนึกว่าพี่จะไม่กลับมา ”

ฤดูร้อนของผมไง

“ เบื่อฟังคำอ้อนวอนของเด็ก สูงขึ้นนะไม่เจอกันแค่ปีเดียว ”

“ แค่ปีเดียวก็ทำผมจะแย่ ” เขามุ่ยหน้า “ แล้วนี่พี่จะมาอยู่นานแค่ไหน สี่เดือนไม่เอาแล้วนะ ”

“ แล้วนานแค่ไหนล่ะถึงจะพอใจนาย ”

“ จนกว่าผมจะเบื่อพี่มั้ง ”

“ ถ้าอย่างนั้นนายคงต้องทนเบื่อฉันนานหน่อยนะ ” ผมชี้ไปยังกระเป๋าสัมภาระบนรถเข็น “ มันเยอะจนฉันคิดว่าฉันคงอยู่กับนายได้ตลอดชีวิตเลยล่ะมั้ง ”


 
 
 
*Ben E. King - Stand by me เพลงบนรถค่ะ เพลงเดิมเผื่อใครยังไม่ได้ฟัง 55555
**ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ Wink

 

edit @ 19 Apr 2014 23:09:58 by july-ninetyfour

Lodger (Sehun x Luhan)

posted on 11 Apr 2014 11:03 by july-ninetyfour in Fiction directory Fiction

; happy birthday 오세훈

 


 

 

[SF] - Lodger ver.Sehun

 

 


 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูที่ดังเป็นจังหวะมักจะมาพร้อมกับแสงแดดที่ลอดผ่านม่านเข้ามาแยงตามักจะปลุกผมตื่นในทุกๆเช้า ทำหน้าที่ได้ดีกว่านาฬิกาปลุกบนหัวเตียงที่ผมเลิกใช้ไปแล้วเสียอีก

ผมสะบัดผ้าห่มออกจากตัวก่อนจะลุกจากเตียงไปยังประตูเพื่อเคาะกลับไปให้อีกคนรู้ว่าผมตื่นแล้วและจะได้เลิกเคาะประตูเสียที ผมส่องตาแมวมองนักเคาะประตูซักพักหนึ่งแล้วจึงค่อยลากสังขารเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเอง

ผมใช้เวลาในการอาบน้ำแต่งตัว ยัดสิ่งของที่คิดว่าจำเป็นใส่กระเป๋านักเรียนและตรวจสอบความดูดีของตัวเองหน้ากระจกเพียงแค่สิบห้านาที

“ ชักช้าอยู่ได้ ฉันสายแล้วนะ ” นักเคาะประตูมือวางอันดับหนึ่งของอพาร์ทเมนท์แห่งนี้กำลังยืนบ่นผมในท่าเดิมตั้งแต่ที่ผมส่องตาแมวมองก่อนจะไปอาบน้ำ

คนตัวเล็กกว่ายืนอ่านการ์ตูน หลังพิงกับราวระเบียงหน้าห้อง แม้จะอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของร้านอาหารโง่ๆแห่งหนึ่งใกล้กับโรงเรียนของผม แต่ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่ดูดีและน่ารักมากๆคนหนึ่งเลยแหละ ดวงตากลมโตเหมือนกวางมักจะให้ความสนใจกับการ์ตูนตรงหน้ามากกว่า แม้จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของคนรอบตัวก็ตาม เขาเคยพูดกับผมว่า ไม่มีอะไรสามารถพรากการ์ตูนไปจากฉันได้หรอกถึงสิ่งนั้นจะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ที่อร่อยที่สุดในรัฐนี้ก็ตาม 

“ พี่ก็หยุดอ่านการ์ตูนแล้วส่งกระเป๋ามาให้ผมซักทีสิ ชักช้าแบบนี้เดี๋ยวก็โดนเจ้านายดุหรอก ”

เขายักไหล่ โยนกระเป๋าให้ผมแล้วเดินนำหน้าผมไป

เหมือนเปิดดูหนังแล้วย้อนดูฉากเดิมๆซ้ำๆที่เราจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นตอนไหน เหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร ผมใช้ชีวิตแบบนี้มาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว หนึ่งเดือนที่ทุกเช้าจะมีเสียงเคาะประตูปลุก ผมลุกขึ้นไปเคาะกลับ ส่องตาแมว ไปอาบน้ำแต่งตัว ออกมาเจอเขายืนอ่านการ์ตูนรอ แม้แต่คำพูดก็ยังคงเป็นประโยคเดิมในทุกๆเช้าไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้เท่าไหร่

 

 

ผมเป็นชาวเกาหลีที่